วัดม่วง อ่างทอง

วัดม่วง อ่างทอง

กลับไปเที่ยวนครสวรรค์คราวนี้ แอดมินมีโอกาสได้แวะไปเที่ยว ทำบุญ ที่วัดม่วงอ่างทอง มาค่ะ วัดสวยมากๆเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงยามเย็น จะสามารถมองเห็นหลวงพ่อใหญ่ วัดม่วง ตั้งสูงเป็นสง่าท่ามกลางท้องทุ่งนาสีเขียวขจี ตัดกับท้องฟ้าสีทองอร่าม เป็นภาพวิวที่งดงามมากๆเลยค่ะ วัดม่วงอ่างทองเป็นวัดที่ให้อารมณ์เหมือนเราอยู่อีกยุคหนึ่ง ที่ไม่ใช่ยุคดิจิตอล ที่มีแต่การแข่งขัน มีแต่เทคโนโลยี แต่จากภาพวิวพระพุทธรูปสีทององค์ใหญ่สูงกว่าต้นมะพร้าว ท่ามกลางท้องนาแปลงเล็กแปลงใหญ่ บ้านเรือนกลางเก่ากลางใหม่ ต้นไม้น้อยใหญ่ ทำให้ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ดูสุขใจ ดูมีความสุข นุ่มลึก น่าประทับใจแบบบอกไม่ถูกเลยค่ะ แอดมินมีความรู้สึกว่า ตัวเองกำลังอยู่ในเมืองไทยยุคก่อนๆโน้นเลยค่ะ จริงๆบอกตรง ^^ สวยจริงๆค่ะวัดนี้ การขับรถไปวัดนี้ค่อนข้างซับซ้อนนึดนึงนะค่ะ เพราะวัดตั้งอยู่ท่ามกลางท้องทุ่งซึ่งอยู่ลึกจากถนนใหญ่ หรือ ถนนหลักพอสมควรค่ะ แต่หาวัดได้ไม่ยากเลยค่ะ ให้สังเกตุ หลวงพ่อใหญ่ วัดม่วง เข้าไว้ค่ะ แล้วจะพบเส้นทางเข้าวัดค่ะ ^^

วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง


วัดม่วง อ่างทอง
วัดม่วง อ่างทอง

ประวัติวัด
จากวัดร้างที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายหรือ พ.ศ. 2230 ตั้งอยู่แขวงเมืองวิเศษชาญ ซึ่งเคยเป็นเมืองหน้าด่าน ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงให้แก่พม่า และพม่าได้เผาผลาญบ้านเมือง วัดวาอาราม และพระพุทธรูปไปเป็นจำนวนมากสิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือ ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม และพระพุทธรูป ที่อยู่บนเนินต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก กลายมาเป็นวัดม่วงในปัจจุบันด้วยบุญบารมีของ พระคูวิบูลอาจารคุณ (หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ)

ท่านได้มาปักกลดธุงดงค์ เห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นวัดร้าง จึงน่าปฏิบัติธรรม แต่ขณะปฏิบัติธรรม ได้ปรากฏนิมิต เห็นองค์หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง มาบอกว่าให้ท่านได้ช่วยก่อสร้างวัดม่วงขึ้นมาใหม่ เพราะท่านพระครู เป็นผู้มีบารมี ที่สามารถจะก่อสร้างบูรณะวัดม่วงขึ้นมาใหม่ และจะส่งผลให้ผู้ที่เคยอาศัยบริเวณนี้ในสมัยก่อนได้มาเกิด ซึ่งในบริเวณวัดร้างยังคงมีศิลาขาวและศิลาแดงตั้งอยู่ ซึ่งก็คือ องค์ของหลวงปู่ขาวและหลวงปู่แดงนั่นเอง ต่อมาท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้มีการปั้นองค์พระครอบศิลาขาว และศิลาแดงไว้ โดยเรียกนามว่า หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง จนถึงปัจจุบันนี้ ในปีพ.ศ. 2526 ท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้มีการเริ่มบูรณะและได้สร้างเสนาสนะต่างๆ ขึ้น โดยได้รับการบริจาคทั้งเงินทำบุญและทำบุญด้วยแรงงาน ร่วมกันดำเนินงานในการก่อสร้าง จนกระทั่งวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2527 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศยกฐานะให้วัดม่วงเป็นวัดที่มีพระสงฆ์ และวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ได้แต่งตั้งท่านพระครูวิบูลอาจารคุณเป็นเจ้าอาวาสวัดม่วง ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่วัดม่วง เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2529

ในปี พ.ศ. 2534 ท่านพระวิบูลอาจารคุณ ได้ร่วมพลังจิตอธิฐาน ร่วมกับประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ได้สมทบทุนสร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพระนามว่าพระพุทธมหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ เพื่อน้อมถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยขนาดหน้าตักกว้าง 62 ม. สูง 93 ม. มูลค่าในการก่อสร้างราวหนึ่งร้อยหกล้านบาท โดยใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น 16 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 – 2550 ปัจจุบันวัดม่วง มีพื้นที่กว้างขวางถึง 72 ไร่ ซึ่งที่ดินดังกล่าว ท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้ซื้อรวบรวมได้ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ เพื่อจัดทำเป็นสถานที่ศึกษาพระธรรมพระพุทธศาสนาและปฏิบัติธรรม สำหรับพระภิกษุสงฆ์ตลอดจนประชาชนทั่วไป, โรงพยาบาลสงฆ์, ศูนย์จำหน่ายสินค้าศิลปาชีพในโครงการหลวง

ที่ตั้ง : หมู่ 6 ตำบลหัวสะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง
วันเปิดทำการ : เปิดให้เข้าชมทุกวัน
เวลาเปิดทำการ : 06.00 – 18.00 น.
บัตรค่าเข้าชมวัด : ฟรี

การเดินทาง
วัดม่วง อ่างทอง ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองอ่างทองประมาณ 8 กิโลเมตร จะขับผ่านตลาด เรือนจำ ให้ใช้เส้นทางโพธิ์พระยา-ท่าเรือ วัดม่วงจะอยู่ทางซ้ายมือ

Please follow and like us:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *